ถาม-ตอบปัญหาธรรมะ

บัญญัติ

๘ เม.ย. ๒๕๖๖

บัญญัติ

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

ถาม–ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๘ เมษายน ๒๕๖๖

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ถาม : ข้อ ๒๘๙๒. เรื่อง “ผู้หลงทาง”

กราบนมัสการหลวงพ่อ กระผมมีปัญหาเรื่องการทำสมาธิ ใคร่อยากให้หลวงพ่อช่วยคลายความรู้สึกผิดถูกให้เกล้าด้วยครับ

ผมชอบทำสมาธิลมเข้าออก บริกรรมพุทโธตามลมเข้าออก คือหลังๆ มานี้จิตชอบสลัด การจับลมออกไปเพราะมันว่าไม่ใช่ตัวเรา มันเลยมาจับตัวพุทโธแทน พอภาวนาไปสักพักมันรู้สึกว่าตัวพุทโธมันเป็นอาการของจิต เปรียบเหมือนแสงเทียนกับความร้อน ความร้อนคือตัวพุทโธ แสงเทียนคือตัวที่นึกคำว่า พุทโธ” มันจะรู้สึกจับตัวที่ตัวนึกว่าพุทโธ มันมีอาการหน่วงๆ เกิดขึ้น แล้วค่อยมีพุทโธหรือตัวหน่วงนั้นมันก็อันเดียวกันกับพุทโธ แต่มันแสดงคนละอาการครับ ขอความกรุณาหลวงพ่อด้วยครับ

ตอบ : นี่มันไม่มีอะไรผิดเลย มันมีความผิดแต่กิเลสของเราเท่านั้น มันไม่มีอะไรผิดเลยนะ

วิธีการ เห็นไหม เวลาวิธีการทำความสงบ ๔๐ วิธีการ กรรมฐาน ๔๐ ห้องไง พุทโธๆ คำบริกรรม พุทโธนี่พุทธานุสติ ธัมมานุสติ สังฆานุสติ มรณานุสติ เทวตานุสติ เราระลึกถึงอะไรเป็นอนุสติกับเรา

แล้วเวลาพุทโธๆ พุทธานุสติ อานาปานสติ กำหนดลมหายใจเข้าออก เพียงแต่ว่าคนภาวนาฝึกหัดใหม่ ถ้าพุทโธๆ มันจับต้องสิ่งใดไม่ได้ก็บวกกับลมหายใจเข้าไป ลมหายใจเข้านึกพุท ลมหายใจออกนึกโธไง แล้วมันจะเกิดอาการต่างๆ สิ่งใดก็แล้วแต่ มันจะเกิดขึ้นโดยจริตนิสัยของคนไง

เวลาเรานั่งคุยกัน คุยกันเรื่องปฏิบัติ ไอ้นู่นเป็นไอ้นี่ ไอ้นี่เป็นไอ้นั่น ไอ้นั่นเป็นอย่างนั้น แหม! ทำไมเราไม่เป็นวะ ทำไมเราไม่เป็นวะ

ไม่เป็นหรอก เพราะมันไม่ใช่ของเอ็ง มันเป็นของเขา จริตนิสัยคือความชอบของตน จริตนิสัยที่มันสร้างสมมา นั่นน่ะเวลาปฏิบัติไปเราก็จะไปแก้จริตนิสัย แก้กิเลสตัณหาความทะยานอยากในใจของตน แล้วกิเลสตัณหาความทะยานอยากในใจของตนมันก็แต่ละบุคคลนั้นเป็นผู้สร้างมา

คู่แฝดเกิดจากไข่ใบเดียวกัน มันยังคิดแตกต่างกันเลย เพราะอำนาจวาสนามันแตกต่างกัน แต่บังเอิญมันมาเกิดร่วมกัน

นี่ก็เหมือนกัน เวลาเราตั้งใจจะภาวนาของเรา สิ่งที่เราตั้งใจภาวนา มันเป็นเจตนาที่ดีมาก เจตนาที่ดีมากเพราะอะไร เพราะศีล สมาธิ ปัญญา เวลาทำทานร้อยหนพันหนไม่เท่ากับถือศีลบริสุทธิ์หนหนึ่ง ถือศีลบริสุทธิ์ร้อยหนพันหนไม่เท่ากับเกิดภาวนามยปัญญาขึ้นมาหนหนึ่ง ทาน ศีล ภาวนา ภาวนา แล้วเราจะฝึกหัดภาวนา

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสั่งพระอานนท์ไว้เลย

“อานนท์ เธอบอกเขาจะ ให้ปฏิบัติบูชาเราเถิด ให้ปฏิบัติบูชาเราเถิด”

อามิสบูชามันมีอยู่ทั่วไป อามิสบูชา เราต้องอาศัยน้ำพักน้ำแรงหาสิ่งนี้มา เราถึงได้มาบูชาทำพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ศีลเราก็ถือประพฤติปฏิบัติขึ้นมาเพื่อบูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เวลาเราภาวนาขึ้นมาก็เพื่อปฏิบัติบูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

“อานนท์ เธอบอกเขาเถอะ ให้ปฏิบัติบูชาเราเถิด ปฏิบัติบูชาเราเถิด”

เพราะการปฏิบัติบูชา การปฏิบัตินั้นมันจะให้ความร่มเย็นเป็นสุขใจของตน การปฏิบัตินั้นจะทำให้คนพาดสู่กระแส อริยสัจ สัจจะความจริงในใจของตนได้

จะทำบุญมามากน้อยขนาดไหนก็แล้วแต่ แต่เวลาถึงที่สุดแห่งทุกข์ต้องเป็นการภาวนาทั้งสิ้น

ฉะนั้น ภาวนานี้สำคัญมาก ทีนี้สำคัญมาก พอเราตั้งใจ เรามีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา เราจะภาวนาของเรา คือเราจะเอาของจริง

เวลาทำบุญๆ ทำบุญไปเกิดเป็นเทวดา เป็นอินทร์ เป็นพรหม หมดอายุขัยก็มาเกิดใหม่ บุญกุศลมันขับให้เราเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ บุญทำให้ไปสิ่งที่ดีงาม ไปที่ความสงบสุข ความสงบสุขก็มีไง

เราถูกรางวัลที่ ๑ เราใช้จ่ายหมดเลย จบ แล้วอย่างไรต่อ รางวัลที่ ๑ ก็ใช้หมดแล้ว

นี่ก็เหมือนกัน เงินทองก็ใช้หมดแล้ว ทุกอย่างมีมาก็ใช้หมดแล้ว แล้วอย่างไรต่อ

แต่การปฏิบัติ ถ้ามันพาดกระแส มันเป็นอกุปปธรรม มันคงที่ตายตัว ไม่เสื่อมจากนั้นเด็ดขาด แล้วมันก็ยังเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ ถ้าบุคคลคู่ที่ ๑ คู่ที่ ๒ คู่ที่ ๓ คู่ที่ ๔ จบเลย ถ้ามันจบเลย นี่สมบัติส่วนตน นี่ไง สมบัติขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

“อานนท์ เราบอกเธอแล้วไม่ใช่หรือ สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีการเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งทั้งหลายทั้งปวงต้องดับไปเป็นธรรมดา แม้แต่ตถาคตก็จะต้องนิพพานในคืนนี้ เราตายไปเราไม่เอาสมบัติของใครไปเลย เราเอาของเราไปคนเดียว”

เพราะอะไร

เพราะมันเกิดจากจิตไง จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะมันชำระกิเลสหมดสิ้นแล้ว นี่มันแวววาว มันจบสิ้น ไม่มีการไปและการมา นี่สมบัติส่วนตน สมบัติของใคร สมบัติของคนคนนั้น แล้วเป็นสมบัติส่วนบุคคลทั้งสิ้น

ถ้ามันทดแทนกันได้ พระพุทธเจ้าไม่ทำให้เราลำบากหรอก มันเกาะไปหมดเลย เอาไปหมดเลย ไม่ทิ้งไว้นี่หรอก แต่มันเป็นไปไม่ได้ มันเป็นไปไม่ได้หรอก เพราะอะไร เพราะเอาไปมันยังดิ้นเลย ไม่เอา ไม่เอา ไม่เอา มันไม่ยอมไป มันจะอยู่นี่ แต่ถ้ามันจะไปเอง มันรู้เองเป็นเอง มันต้องไปของมันเอง

นี่ไง ฉะนั้น ถ้าเราปฏิบัติบูชา เราจะเริ่มปฏิบัติขึ้นมา เราก็ปฏิบัติของเราอย่างนี้แหละ แต่ที่มันติดขัดขัดข้องอยู่นี่มันเป็นเพราะกิเลสของเรา กิเลสนี่ตัวร้าย เวลาประพฤติปฏิบัติอีลุ่ยฉุยแฉกออกนอกลู่นอกทาง กิเลสทั้งนั้น

แล้วกิเลส เห็นไหม เชื้อรา พอเชื้อราเขาเพาะเห็ด เชื้อรา นี่มันมีเชื้ออยู่ในหัวใจอยู่แล้ว กิเลสน่ะ แล้วใครมาเป่าหูหน่อยเดียวไปเลยนะ ไอ้ที่ปฏิบัติง่ายรู้ง่าย แหม! ชอบ ไปกับเขาหมดน่ะ

แต่ถ้าเอาจริงเอาจังขึ้นมา ปฏิบัติง่ายรู้ง่ายก็วาสนาของเขาถ้าเขาทำได้จริง แต่ของเราล้มลุกคลุกคลานขนาดนี้มันยังไม่ได้ แล้วเราจะไปปฏิบัติง่ายรู้ง่ายแบบเขา

แล้วแบบเขา แล้วแบบใครล่ะ

แบบเขาๆ เขากับเราไง

หลวงตาท่านสอน ใครจะดี ใครจะชั่วมันเรื่องของเขานะ แต่เราจะทำของเรา เราจะสร้างคุณงามความดีของเรา

แล้วคุณงามความดีเรารู้ของเราเอง จิตสงบ เราก็รู้ว่าจิตสงบ จิตไม่สงบเกือบเป็นเกือบตายอยู่นี่ แล้วเวลามันทุกข์มันยาก เรารู้ของเราเอง ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก

ฉะนั้น เวลาถ้ามันมีปัญหาก็มีปัญหาที่กิเลสเรานี่แหละ เราไปสงสัยเองไง เราไปสงสัยเอง

เวลาครูบาอาจารย์เวลาท่านประพฤติปฏิบัตินะ เวลากิเลสมันเข้มแข็งนะ มันภาวนายาก พุทโธๆ แหม! มันน่าเบื่อ อะไรก็พุทโธๆ พุทโธทั้งนั้นเลย

พุทโธคำบริกรรม พุทโธนี้คือชื่อขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พุทธะ พุทโธ เป็นชื่อขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราระลึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามันจะผิดไปไหน มันจะดี มันจะชั่ว เราก็ยังระลึกถึงท่านอยู่ ระลึกถึงนะ

แต่พอพุทโธๆ กับความรู้สึกมันสะดวก มันพุทโธได้คล่องแคล่วๆ จากชื่อพระพุทธเจ้ากับพุทธะในใจเรา พุทโธๆ จนพุทโธ ถ้าเวลาพุทโธจนพุทโธไม่ได้เลยนะ เราไม่อยากใช้คำว่า พุทโธหาย”

เพราะพุทโธเป็นคำบริกรรม มันเป็นความคิด ความคิดมันต้องหายไป เพราะความคิดไม่ใช่จิต เวลาตัวจิตมันเด่นขึ้นมา ความคิดไม่เกี่ยวครับ ความคิดมันหยาบๆ ตัวจิตต่างหากมันเด่นขึ้นมา ถ้าตัวจิตต่างหากมันเด่นขึ้นมา นี่สัมมาสมาธิไง ไม่พาดพิงอารมณ์ใดๆ

อารมณ์คือความคิดเกิดจากจิต แต่ถ้ามันไม่พาดพิง มันไม่คิดเลย มันไม่คิดเลยมันก็ไม่มีพุทโธไง ที่พุทโธหาย พุทโธหายเพราะมันไม่คิดไง

แล้วถ้ามันไม่คิด มันไม่คิดเพราะอะไรล่ะ

ตอนนี้บอกให้มันไม่คิดสิ นั่งอยู่นี่บอกมันไม่คิด แล้วมันคิดไหม

แล้วเวลาตอนนั้นทำไมมันไม่คิดล่ะ

มันไม่คิดเพราะมันบริกรรมจนมันชัดแจ้งแล้ว พอมันชัดแจ้งแล้วมันไม่มีพิษไม่มีภัยอะไรทั้งสิ้น มันถึงวาง วางพุทโธ แต่ตัวมันเป็นพุทโธ

แต่ตอนนี้ตัวมันน่ะขี้หมา แล้วไปพุทโธ พุทโธเลยกลายเป็นขี้หมาไปด้วยไง มันก็เลยทุกข์อยู่นี่ไง แต่พอพุทโธมันแวววาวขึ้นมา ไอ้ขี้หมานี่มันเป็นพุทโธเสียเอง ถ้ามันเป็นพุทโธเสียเอง มันถึงรู้ว่า นี่สัมมาสมาธิ

ทำสมาธิๆ กันอยู่นี่โกหกทั้งนั้น

ถ้ามันเป็นสมาธิจริงนะ หลวงตาท่านพูด เวลาเขาไปพูด มันพูดไม่ได้เลย

“เรารู้ เรารู้”

แต่ไอ้แจ้วๆๆ น่ะ แจ้วๆ คืออารมณ์ไง เขียนเรื่องเลยนะ เขียนเป็นเรื่องๆ เลย มันเป็นอย่างนั้น มันเป็นอย่างนั้น มันเป็นอย่างนั้น

อ้าว! มันก็เป็นไปสิ ก็ความคิดไง จินตนาการไป แต่ถ้าความจริงนะ พูดไม่ได้เลย ถ้ามันพูดไม่ได้ อันนั้นมันถึงเป็นสัมมาสมาธิ มันเป็นสิ่งที่เราปรารถนา

แต่ในเมื่อที่เราปฏิบัติ กิเลสมันหลอกเรา เวลากิเลสมันหลอกเรา เห็นไหม

ผมชอบกำหนดลมหายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ เวลาจิตมันพุทโธเข้าไปแล้วมันสลัด จิตมันสลัดลม จิตมันสลัดตัวมันเอง

เวลานะ เวลาเด็ก เด็กถ้าอารมณ์มันดี มันเล่นสนุกครึกครื้นของมันเลยนะ เด็กลองจับมันสิ กำหนดเขตให้มัน มันดิ้นแล้ว

ไอ้นี่โดยปกตินะ โอ๋ย! คิดอะไรก็ได้ ภาวนาเดี๋ยวนี้เป็นพระอรหันต์เลยล่ะถ้าภาวนา

นี่เรายังไม่ภาวนานะ มันคิด มันคิดไง ถ้าภาวนานี่เป็นพระอรหันต์เลยล่ะ ภาวนาก็ได้ โธ่! ง่ายๆ ทำไมจะทำไม่ได้

ลองไปภาวนาดูสิ ภาวนาดูเดี๋ยวมันรู้เอง

ถ้าไม่ภาวนานะ มันสะดวกสบายไปหมด เวลามาภาวนา เหมือนเด็ก เราจะจับเด็กให้มันอยู่ในกติกา เด็กมันไม่พอใจแล้ว

ลองให้เริ่มภาวนา เดี๋ยวรู้ พอเริ่มภาวนามันมีปัญหาแล้ว พอมีปัญหาขึ้นมา สิ่งที่มีปัญหาคือกิเลสของเราไง

แต่เดิมเราไม่เคยดูแลตัวเราเองเลย ทุกคนว่ารักตัวเอง รักตัวเอง แต่ไม่เคยพัฒนาจิตของตนเลย จิตของตนปล่อยให้กิเลสมันชักจูงอยู่อย่างนั้นน่ะ แล้ววันหนึ่งมีศรัทธามีความเชื่อในพระพุทธศาสนา

เราก็เริ่มต้นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นแก้วสารพัดนึก เป็นศาสดาของเรา เราพยายามจะทำหัวใจของเราให้มันเป็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ขึ้นมา เวลาให้มันเป็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ขึ้นมา กิเลสมันมีส่วนร่วมด้วย กิเลสมันอยู่กับเรา กิเลสมันจะออกลายแล้วล่ะ

พออออกลาย มันก็เป็นที่คำถามนี้ทั้งหมดเลยไง

สิ่งที่เกิดขึ้นคือกิเลสของเราทั้งสิ้น กิเลสที่มันโดนจำกัดขอบเขต มันไม่ชอบ มันสลัดทิ้งเลย มันสลัดเลย แล้วมันอ้างด้วยนะ เพราะมันไม่ใช่เรา เพราะมันไม่ใช่เรา ลมไม่ใช่เราไง มันเลยสลัดทิ้งไง ไม่อยากไปเกาะลมไง

ก็ตาย ก็จะเป็นขี้ลอยน้ำไง

ในเมื่อเราจะกำหนดลม เราก็ต้องอยู่กับลมไปก่อน อยู่กับลมนะ จนกว่าลม ลมก็คือลมไง แต่จิตมันชัดเจนของมัน มันแจ่มแจ้งของมัน แล้วมันจะวางลมนั้นโดยธรรมชาติของมัน เพราะลมมันจะหายเหมือนพุทโธหาย ถ้าพุทโธหาย ลมหาย จิตมันจะเป็นอิสระ

แต่ของเรามันไม่หาย มันพยายามจะสร้างภาพว่าหาย มันทำแกล้งลืมๆ ว่าหาย มันก็เลยนั่งหลับไปหมดเลยไง นั่งนี่หลับเลย กรนด้วยนะ ครอกๆ พุทโธหาย ลมหายใจหาย

มันนั่งหลับ

โดยธรรมชาติเป็นอย่างนั้นหมด เพราะเรามีจินตนาการ ว่าถ้าเป็นพุทโธๆ ไปแล้วพุทโธมันจะหาย

ทีนี้เวลาพุทโธทั่วไปเราก็ผ่อนไง สติเราก็ผ่อน ทุกอย่างเราผ่อนให้มันเบาลง คืออยากให้มันหาย อยากให้มันหายโดยที่ไม่มีคุณสมบัติ ไม่มีวุฒิภาวะ มันหายแบบไร้สาระ

แต่ถ้ามันพุทโธหาย หายโดยการบริกรรมนะ พุทโธนี่ชัดเจน เวลามันละเอียด คือว่ามันเด่นชัด แต่มันไม่เป็นสองไง มันจะเป็นหนึ่งไง

จิตกับความคิด จิตกับอารมณ์ แล้วมันจะเป็นหนึ่งของมัน มันจะเบาบางลงๆ แล้วมันเด่นชัดมาก แล้วโดยทั่วไปนะ มันจะกลัว มันว่ามันจะตาย ของมันหาย มันหายได้อย่างไรวะ แล้วหายแล้วกูจะไปอยู่ที่ไหนล่ะ ถ้าหายแล้วกูไม่ตายหรือ

มันจะกังวลไปหมดน่ะ ใหม่ๆ คนที่ไม่เป็น แต่ที่คนเป็นนะ สบายมาก ขอเชิญให้หายเลย เอ็งรีบๆ ไปซะ แต่สติเราสมบูรณ์นะ

คนชำนาญการนี่เรื่องหนึ่งนะ คนภาวนาไม่เป็นไปเห็นครั้งแรก เป็นไปไม่ได้หรอก โดยธรรมชาติของมัน มันสยดสยอง

กิเลสนี้เจ้าวัฏจักร มันไม่ปล่อยใครให้เป็นอิสระหรอก มันต้องการเอาจิตไว้ในอำนาจของมันทั้งสิ้น แล้วจิตนี้จะได้ไปสัมผัสสัจธรรมความดีงามที่จิตมันรู้มันเห็นแล้ว จิตมันจะมีอำนาจ กิเลสมันไม่ให้เป็นอย่างนั้นหรอก มันต่อต้าน มันทำลาย มันกีดขวางหมดเลย แต่คนภาวนาไม่รู้ ไม่มีใครรู้หรอก เพราะไม่เคยเป็น ไม่เคยเป็น ไม่เคยเห็น ไม่รู้หรอก

หลวงตาท่านพูดบ่อย แม้แต่อัปปนาสมาธิ พระปฏิบัติด้วยกันเองยังภาวนาไม่ได้เลย

แล้วท่านพูดเอง คนที่เข้าอัปปนาสมาธิคือเข้าสมาธิอย่างนี้ได้น้อยมาก

หลวงตาพูดบ่อย แต่เวลาท่านพูด ท่านพูดโดยหลักการไง คำว่า นักปฏิบัติทั้งหมดเข้าสมาธิแบบนี้ไม่มี ไม่เป็น”

คนภาวนาเป็นรู้หมดน่ะ แล้วเวลามันเป็น เป็นอย่างไร

นี่พูดถึงถ้าเป็นโดยข้อเท็จจริงมันเป็นแบบนี้ เป็นแบบที่เรายกขึ้นมาเป็นตัวอย่าง

แต่ทีนี้คำถามนี้มันเป็นแบบเริ่มต้นไง การปฏิบัติเริ่มต้นมันยากอยู่ ๒ คราว คราวหนึ่งคือคราวเริ่มต้นนี้ ถ้าคราวเริ่มต้นนี้ เห็นไหม

เวลาจิตมันสลัดออก

มันสลัดมันก็โดยอำนาจของกิเลสไง เราก็ตั้งสติของเรา ภาษาเรานะ เราต้องตั้งสติ แล้วเราต้องมีสติปัญญาว่า นี่มันคือกำลังของกิเลสที่มันกำลังจะผลักไส กำลังพลิกแพลงการทำคุณงามความดีของเรา เราจะทำคุณงามความดี แต่กิเลสมันต่อต้าน แล้วมันไม่ยอมทั้งสิ้น เห็นไหม

เวลาพุทโธๆ ไป จิตมันจะสลัดออก แล้วพอพุทโธๆ ไป จิตมันมีปัญญาขึ้นมา เปรียบเหมือนความร้อน ตัวผู้รู้กับตัวรู้ พอไปแล้วจิตมันจะหน่วงๆ ของมันไป

อาการนี้ร้อยแปด นี่คืออาการของจิต แต่อาการแบบนี้คืออาการของกิเลส อาการของการทำลายล้างการปฏิบัติ

แล้วถ้ามันไปรู้ไปเห็น มันไปรู้นิมิตต่างๆ นั่นก็คืออาการ อาการที่มันกำลังจะปรับปรุงตัวมันเองให้จิตมันเป็นหนึ่ง มันมีทั้งบวกและลบไง ถ้าลบก็เป็นอย่างนี้ ลบคือกิเลสมันพลิกมันแพลง มันอ้างมันอิง มันบอกว่าเอ็งทำผิด เอ็งทำไม่ได้ เอ็งไม่มีวาสนา เอ็งต้องเป็นขี้ข้ากูตลอดไป นี่เวลามันคิด

เวลาถ้ามันไปในทางบวก มันก็ไปรู้ไปเห็นว่าเอ็งจะเป็นเทวดาแล้วล่ะ เอ็งนั่งนี่เทวดามากราบไหว้เอ็งเยอะแยะเลย นั่นน่ะร้อยแปด

ไอ้นี่คืออะไร

กิเลสผู้ปฏิบัติทั้งนั้น แล้วมันไม่ใช่การปฏิบัติ

ปฏิบัติคือหายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ การปฏิบัติกรรมฐาน ๔๐ ห้อง นั่นคือเหตุและผล ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ

แต่อาการที่มันเกิดขึ้นมันเป็นกรรมของสัตว์ จริตนิสัยที่สร้างมาแตกต่างกันไป มันจะมีอุปสรรคอย่างนี้ตลอดไปทั้งสิ้น นี่ผู้ที่ปฏิบัตินะ

แต่ไม่ได้พูดให้เสียกำลังใจนะ พูดให้เห็นว่า สิ่งที่กีดขวาง สิ่งที่ทำลายเราคือกิเลสตัณหาความทะยานอยากทั้งสิ้น

แต่เราจะประพฤติปฏิบัติ เราจะเอาสัจจะความจริงขึ้นมาในหัวใจของเรา สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี เราพยายามฝึกหัด พยายามฝึกหัด พุทโธก็พุทโธชัดๆ ของเรา ลมหายใจก็ลมหายใจชัดๆ ของเรา เวลามันจะจาง มันจะถึงว่าที่มันอ้าง มันจะสลัดทิ้ง มันจะสลัดออก แล้วเราก็ไปเชื่อมันหรือ เราเชื่อกิเลสมันยุแหย่ใช่ไหม

ชีวิตเรา เราเชื่อแต่คนที่เป็นแบบอย่าง พ่อแม่ปู่ย่าตายาย เรามีความกตัญญูกตเวที ความรักของพ่อแม่ยิ่งใหญ่ ที่ไม่มีการหลอกลวงเรา เราเชื่อของเราอย่างนี้

แต่ส่วนใหญ่แล้วมันไม่เชื่อ มันเชื่อเพื่อนหมดน่ะ มันเชื่อเพื่อนมัน มันเชื่อสังคมของมัน มันไม่เชื่อพ่อเชื่อแม่ ไม่เชื่อหรอก เพราะพ่อแม่อยู่ที่บ้านไม่เคยรู้อะไรเหมือนเรา เราอยู่กับเพื่อนฝูง เพื่อนฝูงเราเก่งกาจนักนะ

เขาหลอกไปหมดน่ะ

เหมือนกัน เวลาความคิดมันเกิดขึ้น เราไปเชื่อกิเลสแล้ว

ถ้าเราไม่เชื่อมัน เราก็อยู่กับพุทโธของเรา ถ้ามันจะสลัดอะไร เราก็บังคับ เราก็มีสติปัญญาของเรา เราก็ฝึกหัดของเรา เดี๋ยวมันก็ผ่านเหตุการณ์อย่างนี้ไป แต่มันผ่านไปแล้วนะ มันก็จะเกิดซ้ำเกิดซากอย่างนี้ เพราะกิเลสมันยังมีชีวิตอยู่ กิเลสมันยังมีกำลังของมันอยู่นะ มันมีอุบาย มีเล่ห์กล

ก็คนคนเดียวนี่แหละมันคิดได้ร้อยแปด กิเลสตัวเดียวนี่แหละมันครอบคลุมได้หมดน่ะ แล้วเราก็จะเจอกิเลสตัวเก่าๆ ในหัวใจเรา แต่วิธีการมันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เปลี่ยนไปเรื่อยๆ แล้วเราก็งง งง งง งงอยู่นี่

แต่ถ้าเราบอกว่า อันนี้เราไม่เชื่อใครทั้งสิ้น เราเชื่อมั่นในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แล้วฝึกหัดปฏิบัติไป สิ่งที่มันเกิดขึ้นๆ มันจะเบาบางลง มันจะเบาบางลงต่อเมื่อสติเราเข้มแข็งขึ้น ต่อเมื่อคำบริกรรมเราดีขึ้น ถ้าเราดีขึ้นขึ้นมา แล้วเดี๋ยวจะรู้จักว่าความจริงมันเป็นแบบใด จบ

ถาม : ข้อ ๒๘๙๓. เรื่อง “ใบสุทธิพระ”

กราบนมัสการหลวงพ่อ พระพี่ชายฝากกราบเรียนถามว่า พระรูปหนึ่งมีใบสุทธิพระ ๒ ใบ ใบหนึ่งเป็นของมหานิกาย อีกใบหนึ่งเป็นของธรรมยุต สาเหตุคือ เดิมเป็นพระมหานิกาย มีความเลื่อมใสในธรรมยุต แล้วญัตติเป็นธรรมยุต แต่ไม่ทราบรายละเอียดในการญัตติของพระรูปนี้ ทำให้พระท่านไม่ขาดจากความเป็นสงฆ์ มีกฎหรือวินัยพระระบุไว้หรือไม่ในเรื่อง

๑. ใบสุทธิพระมี ๒ ใบ

๒. การญัตติสามารถทำให้ไม่ขาดความเป็นสงฆ์ได้หรือไม่

๓. เวลาอยู่ในวัดธรรมยุตนั่งเรียงกัน จะนับพรรษาพระมหานิกายหรือธรรมยุต

กราบขอบพระคุณครูบาอาจารย์มาก

ปล. การถามเรื่องนี้ โยมเข้าใจเป็นอย่างดีว่าเป็นเรื่องสมมุติทางโลก และไม่มีเจตนาใดๆ เลยที่ต้องการให้พระรูปที่เป็นเหตุต้องถูกพาดพิงในแง่ลบ และโยมยินดีที่จะให้ความเคารพกับพระสงฆ์ทุกรูปที่มีหัวใจมุ่งมั่นและปฏิบัติเพื่อฆ่ากิเลส

ตอบ : นี่คำถามเนาะ กรณีนี้มันเป็นกรณีสังคมไง

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเวลาตรัสรู้ธรรมขึ้นมาแล้วเผยแผ่ธรรมๆ มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มีบริษัท ๔ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาไง แล้วศาสนาก็เจริญรุ่งเรืองมา

เวลาพระเทวทัต พระเทวทัตจะปกครองสงฆ์ๆ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่า “เทวทัต แม้แต่พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ เรายังไม่ให้ปกครองสงฆ์เลย เราให้สงฆ์ปกครองสงฆ์”

ต่อไปสงฆ์ปกครองสงฆ์ สงฆ์ที่เจริญเข้มแข็งขึ้นมาจะปกครองสงฆ์ แล้วสงฆ์จะดีงามขึ้นมาต้องหัวหน้าคณะสงฆ์นั้นที่ดีงาม

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว ๒๐๐ ปี พระติสสะมหาเถระเป็นพระมหาเถระ เป็นพระอรหันต์ เป็นอาจารย์ของพระเจ้าอโศกมหาราช

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว ๒๐๐ ปีนะ ถึงเป็นยุคของพระเจ้าอโศกมหาราช

พระเจ้าพระอโศกมหาราชศรัทธาในพระพุทธศาสนามาก แล้วเห็นสงฆ์ประพฤติปฏิบัติเลวร้ายเลวแหลก ให้พระลงอุโบสถร่วมกัน

พระที่เป็นธรรมๆ เขาไม่อยากลงอุโบสถร่วมด้วย

พระเจ้าอโศกสั่งให้ลงร่วมกัน ไอ้เสนาอำมาตย์ที่ไปทำก็เข้าใจว่าจะใช้อำนาจ ตัดหัว ตัดหัว ฆ่าพระเต็มเลย เวลาฆ่าพระ กลับไปรายงานพระเจ้าอโศก พระเจ้าอโศกตกใจเลย เพราะปรารถนาดี แต่การกระทำมันแตกต่างไง ก็ไปเฝ้าพระติสสะมหาเถระ อาจารย์ของท่าน

พระติสสะมหาเถระบอกว่า “มหาบพิตร มหาบพิตรไม่ต้องร้อนใจ เพราะมหาบพิตรปรารถนาสร้างคุณงามความดี แต่คนที่เขารับคำสั่งไปเขาไปทำผิดของเขา”

“ฉะนั้น แล้วจะแก้ไขอย่างไร”

“ถ้าแก้ไข จะเจริญพระพุทธศาสนา ให้มหาบพิตรสังคายนา แล้วตรวจสอบพระ”

จับพระสึกมากมายเลย จับสึก จับสึก จับสึกเลย ไม่ได้ฆ่า เขาสึก เพราะอะไร เพราะมันปลอมบวชเข้ามามากมาย นี่ในสมัยองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานไป ๒๐๐ ปีนะ แล้วนี่ก็มาเรื่อยๆ มาเรื่อยๆ ให้สงฆ์ปกครองสงฆ์ ถ้าสงฆ์ หัวหน้าสงฆ์ที่ดีงาม เขาก็ปกครองสงฆ์โดยความถูกต้องชอบธรรม ถ้าหัวหน้าสงฆ์หาผลประโยชน์ๆ ไง

ทีนี้บอกว่า ถ้าคณะสงฆ์ผู้ที่มีผลการปกครอง เขาเป็นหน้าที่ของเขา

ฉะนั้น พระที่มีใบสุทธิ ๒ ใบไม่ได้

เพราะอะไร

เพราะภาคใต้ถือ ๒ สัญชาติไง การถือ ๒ สัญชาติ ถือ ๒ สัญชาติได้อย่างไร แต่ภาคใต้ถือ ๒ สัญชาติเยอะแยะเลย ลองไปตรวจสอบสิ ประชาชนภาคใต้มีบัตรประชาชน ๒ ใบ ใบหนึ่งเป็นของมาเลเซีย ใบหนึ่งเป็นของไทย ข้ามไปมาเลเซียก็ฉันเป็นคนมาเลเซียนะ ข้ามมาไทย ฉันก็เป็นคนไทยนะ นี่เขาถือ ๒ สัญชาติ

ฉะนั้น ถ้าพระมีใบสุทธิ ๒ ใบ ถือ ๒ สัญชาติ ไม่ได้ ต้องเลือกสัญชาติใดสัญชาติหนึ่ง

ทีนี้ถ้าเลือกสัญชาติใดสัญชาติหนึ่ง มันก็อยู่ที่พระปกครองไง เวลาพระปกครอง ถ้าเป็นในวัดก็เจ้าอาวาส มีใบสุทธิ ๒ ใบได้อย่างไร ถ้ามีใบสุทธิ ๒ ใบ เอ็งตัดสินใจว่าเอ็งจะเป็นมหานิกายหรือเอ็งจะเป็นธรรมยุต

ถ้าเอ็งเป็นมหานิกาย ตอนญัตติ ถ้าญัตติโดยความถูกต้องชอบธรรมนะ โดยส่วนใหญ่พระที่ถูกต้องชอบธรรมเขาให้สึกก่อน มันขาดจากพระ จากมหานิกายไปแล้ว เขาถึงจะให้มาญัตติเป็นธรรมยุต

แล้วญัตติเป็นธรรมยุต เอ็งก็เป็นธรรมยุตอยู่แล้ว ทำไมเอ็งต้องไปถือ ๒ ใบล่ะ เอ็งยังอาลัยอาวรณ์ความเป็นมหานิกายอยู่หรือ

เจ้าอาวาสปกครองตัดสินหมดน่ะ

คิดดูนะ บริษัท ๔ อุบาสก อุบาสิกาเขายังมีศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ แล้วถ้าเอ็งเป็นพระ เอ็งจะถือใบสุทธิ ๒ ใบหรือ แสดงว่าเอ็งมีสัจจะไหม

แค่นี้ พระองค์นั้นก็ต้องอายแล้ว ไอ้พระคนที่ถือใบสุทธิ ๒ ใบน่ะ

ถ้าคนที่ศรัทธานะ เขาเป็นมหานิกาย ถ้าเขาญัตติธรรมยุต ถ้าอุปัชฌาย์ที่ถูกต้องชอบธรรมเขาจะยึดใบสุทธิของมหานิกายเก็บไว้

แต่นี่มันเป็นลูบหน้าปะจมูกไง

เราถึงบอก อยู่ที่สงฆ์ให้ปกครองสงฆ์ไง ถ้าสงฆ์ถูกต้องชอบธรรม ปัญหามันเกิดขึ้นมาไม่ได้ไง

ปัญหามันเกิดขึ้นมาได้คือว่า สงฆ์ที่ปกครอง อุปัชฌาย์ที่บวชให้ ทำไมไม่ยึดใบสุทธิเขา

มันก็ต้องเก็บใบสุทธิไง อ้าว! ถ้าญัตติ มีอีกใบก็เก็บ เว้นไว้แต่เขาเป็นมหานิกาย เขาไปสึกข้างนอก เขาไม่รู้

เราจะบอกว่า ถ้าอุปัชฌาย์ไม่รู้ เพราะเขาสึกเป็นฆราวาสแล้ว เขาเป็นพระมหานิกายแล้วเขาไปสึก สึกเสร็จแล้วเขาก็มาบวชเลย บวชเป็นธรรมยุต ธรรมยุตออกใบสุทธิให้ แต่ใบสุทธิมหานิกายเขายังไม่ทำลาย

เราจะบอกว่า แค่ศีลน่ะ ศีลมันยังทุศีลเลย

แล้วเขาบอกว่า โยมยินดีที่จะเคารพพระสงฆ์ทุกรูปที่มีหัวใจมุ่งมั่นที่จะประพฤติปฏิบัติเพื่อฆ่ากิเลส

มันฆ่าความอยากมีใบสุทธิ ๒ ใบยังไม่ได้เลย ถ้ามันฆ่าความอยากที่มีใบสุทธิที่ไม่ถูกต้องไปเสียใบหนึ่ง ให้มันเหลือใบเดียว มันก็เริ่มฆ่าความฉ้อฉลที่กิเลสมันพลิกแพลงในใจของตนเป็นการทำลายเป็นชั้นๆ ขึ้นมา

นี่มันไม่มี

พระถือใบสุทธิ ๒ ใบ เราเห็นเยอะแยะ เราก็รู้ เราก็เห็น แล้วเราก็เข้าใจได้ว่า เขาคิดว่าเพื่ออำนวยความสะดวกเขา ถ้าเขาไปวัดมหานิกาย เขาก็ชักใบสุทธิมหานิกาย ถ้าเขาไปวัดธรรมยุต เขาก็ชักใบสุทธิธรรมยุต

เขาซื่อสัตย์ไหม

เพราะธรรมและวินัยไง นานาสังวาส ร่วมกินร่วมนอนกันไม่ได้ ถ้านานาสังวาส มหานิกาย ธรรมยุต ถือศีลแตกต่างกัน แล้วถ้าเอ็งไปธรรมยุต เอ็งไปมหานิกาย เอ็งมั่วไปทั้ง ๒ ข้าง เอ็งเป็นพระประเภทที่ ๓ พระธรรมยุต พระมหานิกาย เอ็งเป็นพระทั้งธรรมยุต ทั้งพระมหานิกาย ทั้ง ๒ อย่างรวมอยู่ในตัวเอ็ง

ถ้าพระอย่างนี้ลงอุโบสถ อุโบสถนั้นเป็นโมฆียะ อุโบสถนั้นบริสุทธิ์ไม่ได้

อุโบสถนั้นมันต้องเป็นสงฆ์ที่มีเป็นสังวาสร่วมกัน หมายถึงว่ามีศีลเสมอกัน ถึงลงอุโบสถร่วมกันได้

ถ้าพระถือใบสุทธิ ๒ ใบ แล้วยังเข้าทั้งมหานิกาย ทั้งธรรมยุต เข้าลงอุโบสถของมหานิกายก็ผิดในอุโบสถของมหานิกาย เข้าอุโบสถของธรรมยุตก็ผิดทั้งอุโบสถของธรรมยุต ผิดทั้ง ๒ ทาง

ถ้าเอ็งเริ่มต้นผิด เอ็งจะผิดไปตลอดสาย

ถ้าเอ็งเริ่มต้นถูก เอ็งจะถูกไปตลอดสาย

ฉะนั้น ถ้ามีใบสุทธิ ๒ ใบ มันมีได้อย่างไร ถือ ๒ สัญชาติผิดกฎหมาย ต้องเลือกสัญชาติใดสัญชาติหนึ่ง

แต่คนที่อยู่ในภาคใต้เขาก็ต้องการ ๒ สัญชาติ เพราะสะดวกในการประกอบอาชีพของเขา นั่นเป็นแค่อาชีพ

ไอ้นี่ความเป็นบริสุทธิ์ไง นี่เป็นบัญญัติขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

พระถือใบสุทธิ ๒ ใบไม่ได้ เพราะถ้าอยู่มหานิกายก็คือมหานิกาย

กรณีอย่างนี้มันเป็นเรื่องของกิเลสทั้งนั้นเลย มันเป็นเรื่องของความเห็นแก่ตัว มันไม่เห็นแก่ธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ถ้ามันเห็นแก่ธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นมหานิกายก็เป็นมหานิกาย เป็นมหานิกายเคยมาจำพรรษากับเราก็มี เวลาลงอุโบสถเขาอยู่ข้างนอก เพราะธรรมยุต มหานิกาย กินด้วยกัน นอนด้วยกันไม่ได้ แต่อยู่ร่วมกัน เขาจะมาศึกษา เราก็ให้อยู่ แต่พออยู่แล้ว เราก็ได้ข่าวอยู่เหมือนกัน เวลาเขาออกไปแล้วเขาก็ไปโฆษณาอยู่แถวเชียงราย เชียงใหม่ เขาไปอยู่นู่นแล้ว

ตอนมาล่ะ แหม! ศรัทธา อยากจะปฏิบัติ

แต่อยากปฏิบัติ เห็นไหม ผู้ปกครองสงฆ์ไง สงฆ์ เราให้สงฆ์ปกครองสงฆ์ แต่สงฆ์

เราอยู่หลังไมค์กับหลวงตากับหลวงปู่มั่นมาเยอะ เรื่องอย่างนี้ หลวงตา โครงการช่วยชาติฯ บอกเลย

ไอ้ธรรมยุต มหานิกาย มันก็แค่ชื่อ ไก่มันยังมีชื่อ

นี่สังคมไง แต่เวลาอยู่ที่วัดล่ะ

เวลาธรรมทูตมาจากลังกา มาจากสิ่งใด สยามวงศ์ สยามวงศ์สมัยอยุธยา เป็นมหานิกาย เราก็จัดให้ฉันอีกอย่างหนึ่ง เราทำหน้าที่เลย

พวกธรรมทูต ธรรมทูตเขามาดูงาน แล้วสมเด็จญาณฯ ท่านส่งมา เราก็เป็นฝ่ายต้อนรับ มาจากลังกา พอมาจากลังกา พระก็ต้องวินิจฉัย พอวินิจฉัยว่าเป็นสยามวงศ์ สยามวงศ์ก็มหานิกาย มหานิกายก็ให้นั่งฉันต่างหาก เราจัดให้ เราทำให้ถูกต้อง

อันนี้เพราะอะไร

สงฆ์ปกครองสงฆ์

ถ้าหลวงปู่มั่น ถ้าครูบาอาจารย์ของเรา เวลาวิกฤติเกิดขึ้น แล้ววินิจฉัยไม่ได้ ปกครองไม่ได้ มันจะเป็นคณะสงฆ์ขึ้นมาได้อย่างไร

คณะสงฆ์ หัวหน้าสงฆ์ที่ฉลาดจะพา โคนำฝูง โคที่จะพาฝูงโคพ้นจากวังน้ำวน โคจะพาฝูงโคจากฝั่งสมมุติ ฝั่งโลกเข้าไปสู่ธรรม สู่วิมุตติสุข ฝั่งของธรรม โคนำฝูงจะพาฝูงโคฝ่าวัฏฏะ ฝ่ากระแสน้ำ ฝ่าวังวนน้ำ ฝ่าน้ำดูด ข้ามฝั่งไปสู่ฝั่งของวิมุตติ โคนำฝูง

นี่พูดถึงว่าใบสุทธิ ๒ ใบนะ

แต่มันมีเยอะแยะไปหมดไง ไอ้นี่เราพูดถึงหลักการ แต่สังคมเห็นเยอะแยะ เป็นเพราะอะไร เป็นเพราะว่าการปกครองอ่อนแอ เจ้าอาวาสอ่อนแอ ผู้นำสงฆ์อ่อนแอ อ่อนแอก็ปล่อยอย่างนั้น

นี่พูดถึง ๑. พระมีใบสุทธิ ๒ ใบ

๒. การญัตติสามารถทำให้ไม่ขาดจากความเป็นสงฆ์ได้หรือไม่

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเผยแผ่ธรรมนะ มันมีพวกเจ้าลัทธิต่างๆ ศรัทธา เพราะอะไร ลาภสักการะในศาสนาพุทธมันมากไง มากกว่าลัทธิศาสนาอื่น เลยมาบวชไง นี่เดียรถีย์ เดียรถีย์ต้องให้อยู่กรรม ต้องให้ขาดความเชื่อถือ

เพราะเขามีความเชื่อในคำสอนของพวกเดียรถีย์นิครนถ์ เราจะต้องลบล้าง ลบล้างความเชื่อ อย่างเราเชื่อผีเชื่อสาง เชื่อต่างๆ ต้องเข้าอยู่กรรมเพื่อลบล้างความเชื่อ เพราะถ้าเข้ามาบวชเป็นพระก็เป็นพระแต่เปลือกไง เขาก็จะสอนแบบลัทธิเดียรถีย์นิครนถ์

นี่เหมือนกัน จากมหานิกายจะเข้ามา เพราะอะไร ไม่หยิบเงินหยิบทอง ไม่ฉันโอวัลติน โอ๋ย! ร้อยแปด ทำได้หรือเปล่า ทำได้ถึงให้ญัตติ ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่ต้องญัตติ

นี่พูดถึงไง ญัตติแล้วจะขาดหรือเปล่า

ถ้าให้ถูกต้องชอบธรรม เพราะเราได้ยินมาหลายวัด เขาจะให้อยู่กรรมก่อน คือเขาจะให้ขาดจากความเห็นหรือความเคยชินในนิกายเดิมของตน นี่พูดถึงว่า ถ้าเขาจะญัตติด้วยความถูกต้องนะ

แต่ถ้ามีเยอะแยะมากที่บอกว่าศรัทธาแล้วมันจะเข้ามาเลย

ศรัทธาสิ เพราะอะไร เพราะโครงการช่วยชาติฯ แหม! ญาติโยมมันเยอะ เข้าไปอยู่แล้วมันสุขมันสบาย มันก็ศรัทธา มันศรัทธา ศรัทธา ศรัทธาแล้วเดี๋ยวกลับไปเป็นมหานิกายก็จะศรัทธา ศรัทธาอย่างเดิม

นี่ไง มันก็แค่เปลือกๆ

ถ้าญัตติมันจะขาดหรือไม่ขาด

มันอยู่ที่ว่าเจตนา อยู่ที่ของเขา

ฉะนั้น สิ่งที่ว่าหลวงตาพระมหาบัวท่านพูดไง ไอ้ธรรมยุต มหานิกายมันก็แค่ชื่อ ไอ้ชื่อมันก็แค่สมมุติ แต่บัญญัติล่ะ สมมุติบัญญัติ บัญญัติคือธรรมและวินัย เพราะมันจะเข้าสู่สังฆกรรม

เวลาพระนะ เวลาเป็นอาบัติสังฆาทิเสส ห้ามลงสามีจิกรรม คือห้ามร่วมสังฆกรรมกับคณะสงฆ์

ดูเวลากฐิน เวลากฐิน เวลาญัตติพระ โยมต้องออกห่างไปเพื่อต้องให้สงฆ์ถูกต้องชอบธรรมไง แล้วในคณะสงฆ์มันมีโยมเข้ามานั่งอยู่ตรงกลาง มันจะเป็นไปได้ไหม นี่ไง เวลาลงอุโบสถมันถึงเป็นโมฆะหมดไง แล้วเวรกรรมก็เกิดไง สภาคกรรม กรรมร่วม ถ้าหัวหน้าไม่ฉลาด

ถ้าหัวหน้าฉลาด โคนำฝูงจะนำฝูงโคไปถูกต้องชอบธรรม นี่ข้อที่ ๒.

๓. เวลาไปอยู่ในวัดธรรมยุตนั่งเรียงกัน จะนับพรรษาจากมหานิกายหรือธรรมยุตคะ

เขาไปอยู่มหานิกายก็เรื่องของเขานะ ถ้าเขามาอยู่ธรรมยุต ในวัดนั้นเขาก็ต้องนับตั้งแต่วันที่เขาบวช เพราะวันที่เขาบวชมีอาวุโส ภันเตไง ธรรมและวินัย ธรรมยุตเราถือว่าถูกต้อง ถืออาวุโส ภันเต ใครบวชก่อนบวชหลัง นับเวลากันตอนนั้นถ้านั่งเรียง แต่เวลาเขาไปอยู่มหานิกายมันเรื่องของเขา

ไอ้นี่มันเริ่มต้นเวลาอุปัชฌาย์ญัตติแล้วมันไม่ทำให้ถูกต้องชอบธรรม แต่ถ้าอุปัชฌาย์เขาเข้มแข็งนะ ไอ้พระมันจะทำอย่างนี้มันก็ไปขอใบสุทธิใหม่ได้ มันไปอ้างว่าหาย เหมือนบัตรประชาชน ถ้าคนมันจะทุจริตนะ

นี่เราจะบอกว่า เราถูกต้องชอบธรรมแล้วเราจะควบคุมดูแลเขา ถ้าคนมันจะทุจริต คนมันเก๊ควบคุมยาก เอกสารมันออกได้หมดน่ะ

ไอ้เรื่องที่ว่าโดยปกติแล้วอุปัชฌาย์เขาจะยึดใบสุทธิเก่าทิ้ง แต่ถ้ามันทุจริตมันก็ไปออกใหม่ของมันได้ เพราะอะไร เพราะเขาคุ้นเคยกันไง พอคนคุ้นเคย อะไรก็ออกได้หมดน่ะ ดูทุจริตในโลกสิ มึงจะเอาเอกสารอะไรล่ะ สร้างเอกสารเท็จแล้วก็ใช้เอกสารเท็จ ผิดไม่รู้ ๒ ชั้น ๓ ชั้น

อันนี้พูดถึงเจตนาของพระองค์นั้น ถ้าพระองค์นั้นเจตนาเขาดี ถ้าเขาญัตติเป็นธรรมยุตแล้ว เขาก็ต้องเป็นธรรมยุตตลอดไป อดีตที่เป็นมหานิกายมันก็เป็นอดีตไปแล้ว เขารู้จักมักคุ้น เขาเจอกัน เขาจะทักทายกัน มันเป็นเรื่องสังคม เป็นเรื่องธรรมดา แต่ก็จะไปคลุกคลีกับเขา จะไปกินไปนอนกับเขา มันก็ขาดจากธรรมยุตไปด้วย ถ้าไปคลุกคลีกันนะ ไปคลุกคลี

เพราะว่าเวลาครูบาอาจารย์เราเห็นมา เวลาไปอยู่กับอีกนิกายหนึ่งกลับมา เขาให้ญัตติใหม่หมด ให้บวชใหม่เลย เขาไม่เอา บางที่เขารังเกียจมาก

นี่พูดถึงว่า รังเกียจเพราะอะไรล่ะ

ก็อย่างพวกเรา เห็นไหม โควิด รังเกียจไหม ใส่แมสก์กันอยู่นี่ ทำไมใส่ล่ะ ทำไมไม่เอาเข้ามาเลยล่ะ

เหมือนกัน ถ้าเขาเศร้าหมอง เขาทำตัวเขาผิด เราจะเอาเข้ามาได้อย่างไร แต่ใครรู้ใครล่ะ ถ้าไม่รู้แล้วมันก็เป็นกรรมของสัตว์ แต่ผู้ทำนั่นมันทำ

นี่พูดถึงว่า พระใบสุทธิ ๒ ใบนะ

เราจะพูดถึงว่า เขาบอกว่านี่มันก็เป็นสมมุติ แต่สมมุตินี้เป็นสมมุติเรื่องโลก บัญญัติ บัญญัติคือวินัยของพระพุทธเจ้า มันก็เป็นสมมุติชนิดหนึ่ง แต่มันเป็นบัญญัติ บัญญัติที่ว่าภิกษุกล่าวตู่พุทธพจน์ไม่ได้ สิ่งที่พระพุทธเจ้าบัญญัติแล้วจะลบล้างก็ไม่ได้ สิ่งใดที่พระพุทธเจ้ายังไม่บัญญัติ เราบัญญัติเข้าไปก็ไม่ได้ สมมุติบัญญัติไง โลกสมมุติ พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้เป็นธรรมและวินัย นี่คือบัญญัติ

แล้วเวลาปฏิบัติขึ้นมา คุณธรรมในใจ เกิดจากสมมุติบัญญัติ เวลาปฏิบัติไปแล้ว เราจะมีคุณธรรมในหัวใจของเรา ถ้าซื่อสัตย์สุจริต

ไอ้ที่ไม่ซื่อสัตย์สุจริตภาวนาไปนะ มันเป็นสมาธิ มันเป็นสมาธิของมหานิกายหรือของธรรมยุตวะ เวลาจิตเป็นสมาธิ สมาธิอย่างนี้เป็นสมาธิของมหานิกาย สมาธิอย่างนี้เป็นสมาธิของธรรมยุต มันไม่มี

สมาธิไม่มีเพศ ไม่แบ่งชนชั้น แต่ถ้าจิตใจมันมีนิวรณธรรม จิตใจมันได้สร้างสมอย่างนี้ มันจะเป็นสมาธิไหม มันเป็นตรงนี้ต่างหาก

ไอ้ว่า สมาธิธรรมยุต สมาธิมหานิกาย

ไม่ใช่ เอ็งจะเป็นสมาธิหรือเปล่า มันภาวนาไม่เป็นสมาธิมันก็นี่ไง ว่างๆ ว่างๆ อยู่นี่ มันก็ทุจริตตลอดไปไง ถ้ามันจะทุจริต

ถ้ามันเป็นสุจริต ของแค่นี้เนาะ บวชมา เห็นไหม

โยมยินดีจะเคารพพระสงฆ์ทุกรูปที่มีหัวใจมุ่งมั่นที่จะประพฤติปฏิบัติเพื่อฆ่ากิเลสไง

ถ้าเขามีจิตใจหวังฆ่ากิเลส ทุกอย่างนี้เป็นเรื่องเล็กน้อย

หวังฆ่ากิเลส หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์เราอยู่ในป่าในเขา ๗ วันไม่กินข้าว ไม่เป็นไร อยู่ในป่าไม่เจอบ้านคนเลย ไม่ต้องกินข้าว กินแต่น้ำก็ได้

เขาไม่สนใจเลยนะไอ้ปัจจัยเครื่องอาศัย ถ้าหวังฆ่ากิเลสนะ ไม่สนใจเลยจะมีใบสุทธิ ๒ ใบ ๓ ใบ ไม่สนใจเลย จะเป็นพระประเภทใดนะ ให้มันมั่นคงแข็งแรง ให้มันจริงจังขึ้นมา ไม่ต้องมีใบสุทธิ ๒ ใบ ๓ ใบ ไม่มี เอวัง